ในกลุ่มผู้สูงอายุ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence) พบได้ประมาณร้อยละ 14-25 และถ้าดูในช่วงก่อนอายุ 80 ปี ผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า แม้ภาวะนี้จะไม่ใช่เรื่องอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน ทั้งทางร่างกายที่อาจตามมาด้วยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือผื่นคันจากความอับชื้น ส่วนทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุหลายคนเริ่มขาดความมั่นใจจนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า บางรายถึงขั้นไม่อยากออกจากบ้านและเริ่มปลีกตัวออกจากสังคม ขณะที่ครอบครัวเองก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากแผ่นรองซับและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ต่อเนื่องทุกวัน (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
ปัญหาที่น่ากังวลไม่แพ้ตัวโรคคือการที่ผู้ป่วยไม่กล้าเปิดเผยอาการ ผู้สูงอายุร้อยละ 50-75 ไม่เคยเล่าอาการนี้ให้บุคลากรทางการแพทย์ฟัง บางคนก็อาย บางคนก็เชื่อไปเองว่าเป็นเรื่องความเสื่อมตามวัยที่แก้ไขไม่ได้ แต่ความจริงคือภาวะนี้รักษาให้หายขาดหรือทุเลาลงได้มาก หากประเมินอย่างครอบคลุมแล้วเลือกวิธีจัดการให้ตรงกับชนิดของอาการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การใช้ยา หรือการปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญมาก ทั้งในฐานะผู้คัดกรอง ผู้ให้ความรู้ และผู้เสริมพลังอำนาจให้ผู้สูงอายุกลับมาควบคุมการขับถ่ายของตนเองได้อีกครั้ง (ปนิฏฐา นาคช่วย, 2559)
ปกติแล้วการขับถ่ายปัสสาวะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ระบบประสาทส่วนกลางทั้งสมองและก้านสมองส่วน Pons รวมถึงไขสันหลังระดับ S2-S4 โดยวงจรนี้จะทำงานสลับกันสองช่วง คือ (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
ในทางคลินิก สามารถแบ่งภาวะนี้ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ โดยดูจากระยะเวลาที่เป็นและสาเหตุที่เกิดขึ้น (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
กลุ่มนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและสามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งทางคลินิกมักใช้ตัวย่อ “DIAPPERS” ในการช่วยจำ ได้แก่ (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
กลุ่มนี้จะแบ่งตามลักษณะอาการและสาเหตุได้ 4 ประเภท ดังตาราง (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
| ประเภท | สาเหตุหลัก | ลักษณะอาการ |
| ปัสสาวะเล็ด (Stress) | กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อน, หูรูดอ่อนแอ, โรคอ้วน | ปัสสาวะเล็ด (5-10 มล.) ขณะไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก |
| ปัสสาวะราด (Urge) | กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ (OAB), โรคระบบประสาท (พาร์กินสัน, อัมพาต) | ปวดปัสสาวะรุนแรงทันทีและราดออกมาโดยกลั้นไม่ได้ |
| ปัสสาวะไหลล้น (Overflow) | กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่ดี, มีการอุดกั้น (ต่อมลูกหมากโต) | ปัสสาวะเล็ดตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อยแต่ปริมาณน้อย รู้สึกถ่ายไม่สุด |
| จากข้อจำกัดร่างกาย (Functional) | สมองเสื่อม, ข้อเข่าเสื่อม, สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย | ปัสสาวะราดเนื่องจากไปห้องน้ำไม่ทัน/ไม่ไหว ทั้งที่ระบบขับถ่ายปกติ |
การรักษาให้ตรงจุดขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลที่แม่นยำตั้งแต่แรก โดยข้อมูลที่ต้องเก็บมี 2 ส่วน (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
โดยทั่วไปควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Therapy) เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขยับไปใช้ยาหรือการรักษาอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังจนรักษาไม่หายขาด เป้าหมายจะเปลี่ยนเป็นการเน้นความสุขสบายและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนแทน เช่น การเลือกแผ่นรองซับให้เหมาะกับปริมาณปัสสาวะที่เล็ด ควรเปลี่ยนแผ่นรองซับทุก 2 ชั่วโมง และต้องดูแลผิวหนังให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอเพื่อป้องกันผื่นคันหรือแผลกดทับ โดยเวลาเช็ดทำความสะอาดให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ (วิมล แซ่ก๊วย และคณะ, 2565)
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ไม่ใช่เรื่องที่ผู้สูงอายุต้องทนเพราะความชรา แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่จัดการได้ การพยาบาลจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วย ญาติ และทีมสุขภาพร่วมมือกัน เมื่อเราประเมินอาการได้ครอบคลุมและรักษาได้ตรงจุด ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ร่างกายที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นใจที่กลับคืนมา ทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี
ปนิฏฐา นาคช่วย. (2559). ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในผู้สูงอายุ. เวชสารแพทย์ทหารบก, 69(1), 39–44.
วิมล แซ่ก๊วย, ศุภวิช เหลืองภัทรวงศ์, สุกรี เส็มหมาด, และสกลรัฐ ทิตอร่าม. (2565). การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่. Siriraj Medical Bulletin, 15(4), 246–253.